วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

10 วิธีเรียนหนังสือให้เก่ง



1.มีโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนั่งเรียนหนังสือที่บ้าน จำไว้ว่าสิ่งแวดล้อมที่ดีจะช่วยให้เรามีสมาธิในการเรียน
2.ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าจะอ่านแต่ละวิชา หรือทำการบ้านมากน้อยแค่ไหนและลงมือทำอย่างเต็มที่จนเสร็จ
3.บางวิชาที่ยากๆให้รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ช่วยกันติว ช่วยกันเรียน ผลัดกันค้นคว้า ตั้งคำถาม จะช่วยให้เก่งกันยกกลุ่ม4.มีเวลาอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนทุกๆวัน วันละนิดวันละหน่อย ฝึกจนเป็นนิสัย อย่าตั้งใจเรียนหนังสือเป็นพักๆ
5.ฝึกทักษะการเรียนอยู่เสมอๆ เช่น ฝึกอ่านให้เร็วขึ้น จดบันทึกเป็นระบบ จัดระเบียบความคิด และ สรุปเนื้อหาจะช่วยในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
6.นั่งใกล้ครูมากที่สุด จะได้ไม่มีอะไรมาดึง ความสนใจในการเรียนของเรา
7.ทำการบ้านหรือรายงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จทันเวลา ข้อนี้สำคัญมาก เพราะถ้าทำเสร็จเร็วเท่าไร จะมีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น
8.จัดลำดับความสำคัญของวิชาที่ต้องทำ เช่น วิชาไหนด่วนที่สุด หรือหัวข้อไหนไม่เข่าใจ ต้องเรียงลำดับไว้ และ ทำ ตามให้ได้
9.ทำความเข้าใจว่าครูผู้สอนแต่ละวิชามีการให้คะแนนอย่างไร คะแนนเก็บเท่าไร คะแนนสอบเท่าไร วางแผนทำคะแนนให้ดีในแต่ละส่วน
10.สำคัญที่สุดในการเรียน ก็คือมุ่งมั่นตั้งใจเรียนไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้าตัวเราเองไม่อยากเรียนเก่ง เพราะฉะนั้นจำไว้ว่า Work Smart , Not Hard

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คุณค่าของว่านหางจระเข้

คุณค่าของว่านหางจระเข้นั้นมีมากมาย นอกจากใช้รักษาโรคแล้ว ยังใช้บำรุงผิว บำรุงเส้นผมได้ด้วย ปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีแชมพูและเครื่องสำอางหลายอย่างที่มีว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบของและกำลังเป็นที่นิยมของคนทั่วไปเนื่องจากว่านหางจระเข้ มีคุณสมบัติช่วยให้ขบวนการเมโตะโบลิซึมทำงานได้ปกติ ลดการติดเชื้อ สลายพิษของเชื้อโรค กระตุ้นการเกิดใหม่ของเนื้อเยื้อส่วนที่ชำรุด ฉะนั้นว่านหางจระเข้จึงนำมาใช้เพื่อบำรุงผิวพรรณ ผู้ที่ใช้ว่านหางจระเข้บำรุงผิวพรรณอยู่เป็นประจำจะรู้สึกได้ชัดว่าว่านหางจระเข้มีส่วนช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่อง สดชื่น มีน้ำมีนวล และยังสามารถขจัดสิวและลบรอยจุดด่างดำได้ด้วย
การใช้ว่านหางจระเข้เพื่อบำรุงผิว โดยปอกเปลือกออก ใช้แต่เมือกสีขาวใสที่อยู่ภายใน ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแพ้ ก่อนใช้ควรตรวจว่าตนเองจะเกิดอาการแพ้หรือไม่ โดยใช้น้ำที่เกิดจากวุ้นสีขาวของว่านหางจระเข้ทาตรงบริเวณโคนหูแล้วทิ้งไว้สักครู่ ถ้าเกิดอาการระคายเคืองเป็นผื่นแดงแสดงว่าแพ้ ไม่เหมาะที่จะใช้กับผิวหน้าอีกต่อไป ถ้ไม่มีการแพ้ก็ใช้ได้ตลอด แต่บางคนก็จะเห็นผลได้เหมือนกันเมื่อใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณหัวสิวจะทำให้หัวสิวแห้งเร็ว และนอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ยังสามารถลดความแห้งกร้านและลดความมันของผิวหน้าได้ โดยคนที่มีผิวมันก็จะลดความมัน คนที่มีผิวหน้าแห้งก็ยังรักษาความชุ่มชื่นของผิวได้

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สารพัดประโยชน์จากแตงกวา

เชื่อว่า ทุกคนคงรู้จักแตงกวากันเป็นอย่างดี เพราะใช้ประกอบอาหารได้หลากหลาย เป็นผักแกล้มแก้เลี่ยนในอาหารจานเดียว เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง เอาไปผัดน้ำมัน ทำแกงจืด ทำน้ำแตงกวาไว้ดื่ม เอามาดองกินกับอาหารได้หลายอย่าง

แตงกวาเป็นพืชที่อุดมด้วยสารอาหารมากมาย กินแตงกวา 1 ผล เราจะได้ทั้งโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบีและซี ได้เอนไซม์หลายชนิด เช่น เอนไซม์ย่อยโปรตีน เอนไซม์อีเรพซิน


นอกจากนี้ แตงกวายังมีสารที่มีกลิ่นหอมที่ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ จึงมีการนำไปใช้ผสมในน้ำหอมและเครื่องสำอางสำหรับคุณผู้หญิง


ส่วนสรรพคุณทางยาและสมุนไพร คนสมัยโบราณใช้ผลและเมล็ดอ่อนเพื่อลดไข้และขับปัสสาวะเนื่องจากมีน้ำมาก ใช้เป็นยาเย็นและยาระบายอ่อนๆ ช่วยบำรุงธาตุ ถ้าเอาทั้งผลไปตำจะใช้พอกผิวหนังบริเวณที่มีอาการอักเสบได้


สำหรับผู้หญิงที่รักสวยรักงาม แตงกวาจะช่วยบำรุงผิวพรรณและลบรอยฝ้าได้ เพียงแค่คุณเอาแตงกวาไปล้างให้สะอาด ฝานบางๆ แล้วเอาวางบนหน้าสัก 20 นาทีแล้วล้างออก หรือจะเอาแตงกวาไปปั่น แล้วเอาน้ำที่ได้มาชโลมหน้าไว้ประมาณ 15-20 นาทีแล้วล้างออก เท่านั้นก็จะได้ใบหน้าที่อ่อนนุ่ม แลดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ


เห็นมั้ยว่า เราสามารถใช้แตงกวาได้สารพัดประโยชน์ ทั้งกิน ทั้งเป็นยา และทั้งใช้เป็นเครื่องสำอางเพิ่มความงาม เรียกว่า 3 in 1 ชนิดที่เราไม่ควรมองข้าม แต่สำหรับคุณผู้หญิงที่รักสวยรักงามและอยากใช้แตงกวาบำรุงผิวอย่างที่แนะนำ ขอบอกเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเติมว่า ต้องทำเป็นประจำสม่ำเสมอ ไม่ใช่ว่า ทำวันนี้แล้ว หยุดไปอีก 3 วันหรือกว่านั้นเพราะความขี้เกียจ พอนึกขยันขึ้นมาก็ฝานหรือปั่นน้ำแตงกวามาพอกหน้าซักที ทำๆ หยุดๆ อย่างนี้มักไม่ค่อยได้ผลหรอก

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2554

Company Boonrawd Brew Discovery history




Phraya Bhirom Bhakdi was born Boonrawd Sreshthaputra on 13 October 1872 , son of Pra Bhirom Bhakdi (Chom Sresthaputra ). He was educated at home, teachered by his father until the age of 11 , when he was sent to a temple to be further educated by the monks, a custom at the time for Thai boys. He started work quite young, during his teens,as a teacher, and then moved on to become a clerk at A.J.Dickson, a British-owned logging company. He stayed in the logging business for a while, and acted as a car dealer for a bit before starting his own ferry business, ferrying the Bangkokians across the Chao Praya River, between Bangkok and Thonburi. The business was a success at first, until there came too many competitions, and finally the building of bridges across the river. He dabbled in the idea of brewing a Thai-made beer in 1929,
and finally sent in a request to the government to build the first Thai brewery in 1930. Meanwhile,Boonrawd toured Germany and Denmark to study the art of making beer.
His dream became a reality in 1933, when the first bottle of Thai beer, Singha Beer,
rolled off the assembly line at Boonrawd Brewery.
Phraya Bhirom Bhakdi helped with many charities in his lifetime. He also become an expert in the art of kite flying in Thailand, and published a book on kite competitions.
He acted as fireman on numerous occasions,using his ferries to stop burning buildings with water from the Chao Praya River, and was finally made Luang Bhirom Bhakdi by His Majesty King Rama VI on 20 November B.E.2454 (1911) , at the age of 39. He became Pra Bhirom Bhakdi on 20 December B.E.2460 (1917), aged 44, and finally Phraya Bhirom Bhakdi on 1 January B.E.2467(1924), at the age of 52.
His Masjesty King Rama VII granted permission to Boonrawd for his descendants to use the surname of Bhirom Bhakdi, instead of Sreshthaputra. A new dynasty was born.

Phraya Bhirom Bhakdi was married to Khunying Lamai, and had 3 sons -Vidhya, Prachuab and Chamnong. He died in 1950, at the age of 78.

Note: Khun, Luang, Phra and Praya are titles of the old Siamese Aristocracy no longer in used.

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

สัญลักษณ์ของโตเกียวเกิดความบิดเบี้ยว


ภายหลังการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.9 ริกเตอร์ วันนี้ (11 มี.ค.) ที่จังหวัดมิยะงิ บนเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดสูงกว่า 10 เมตร พัดเข้าถล่มเมืองตามแนวชายฝั่งแปซิฟิก บ้านเรือนต่างๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นหลายจุด รวมถึงโรงกลั่นน่ำมันของประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้ มีรายงานจากประเทศญี่ปุ่น ว่า เสาบนหอคอยโตเกียว อันเป็นสัญลักษณ์ของโตเกียวและประเทศญี่ปุ่นเกิดความบิดเบี้ยว หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.9 ริกเตอร์ด้วย

เห็ดทรัฟเฟิล


เห็ดทรัพเฟิล 9 ขีด ตั้ง 4 ล้านกว่า
เห็ดทรัฟเฟิลเป็นเห็ดที่มีราคาแพงที่สุด โตใต้ดิน เมื่อโตเต็มที่จะมีกลิ่นเฉพาะที่แรง จึงนิยมใช้หมูและหมาที่ถูกฝึกมาเพื่อหาเห็ดทรัฟเฟิล
เห็ดทรัฟเฟิลขาว (White truffle) มีกลิ่นหอมมาก พบแถบป่าตอนเหนือของอิตาลี และโครเอเชีย
เห็ดทรัฟเฟิลดำ (Black truffle) มีหลายชนิด แต่พบมากที่ฝรั่งเศส ราคาจะถูกกว่าเห็ดทรัฟเฟิลขาว
เห็ดทรัฟเฟิลมักจะซ่อนตัวเองอยู่ใต้ต้นเบิร์ช ต้นโอ๊ก และต้นบีช อยู่ใต้ดินจนดูกับว่างอกออกมาจากรากของต้นไม้ใหญ่ บ้างก็แพร่ขยายไปตามรากของต้นราสเบอร์รีป่า เห็ดทรัฟเฟิลบางชนิดมีพิษ ดังนั้นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเรื่องทรัฟเฟิลโดยเฉพาะ ในการหาเห็ดทรัพเฟิลนั้นต้องใช้หมูหรือหมาที่ฝึกแล้วหา เพราะเห๊ดทรัพเฟิลจะมีกลิ่นแรง
การปรุงเห็ดทรัฟเฟิลใช้วิธีการง่ายๆ เห็ดทรัฟเฟิลจะให้กลิ่นและรสชาติที่แรง เวลาใช้ปรุงอาหารให้ใช้เพียงเล็กน้อยก็เพียงพอ









































วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การกวนข้าวอาซูรอ (ขนมอาซูรอ)


ความเป็นมา
ความเป็นมาของการกวนข้าวอาซูรอ หรือกวนขนมอาซูรอสืบเนื่องจากได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในสมัยนบีมุฮ (อล) ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ไร่นาของประชาชนและสาวกของนบีมุฮ (อล) และคนทั่วไปอดอาหาร นบีมุฮ (อล) จึงประกาศให้ผู้ที่มีสิ่งของเหลือพอจะรับประทานได้ ให้เอามากองรวมกัน และให้เอาของเหล่านั้นมากวนเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนได้รับประทานอาหารกันโดยทั่วหน้า

ความสำคัญ
การกวนข้าวอาซูรอ (ขนมอาซูรอ) เป็นประเพณีท้องถิ่นของชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คำว่า อาซูรอ เป็นภาษาอาหรับ แปลว่า การผสม การรวมกัน คือการนำสิ่งของที่รับประทานได้หลายสิ่งหลายอย่างมากวนรวมกัน มีทั้งชนิดคาวและหวาน การกวนข้าวอาซูรอจะใช้คนในหมู่บ้านมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อความสามัคคีและสร้างความพร้อมเพรียงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อันมีผลต่อการอยู่ร่วมกันของสังคมอย่างมีความสุข ก่อนจะแจกจ่ายให้รับประทานกัน เจ้าภาพจะเชิญบุคคลที่นับถือของชุมชนขึ้นมากล่าวขอพร (ดูอา) ก่อน จึงจะแจกให้คนทั่วไปรับประทานกัน

พิธีกรรม
การกวนข้าวอาซูรอเริ่มด้วยการที่เจ้าภาพประกาศเชิญชวนนัดหมายให้ชาวบ้านทราบว่าจะมีการกวนข้าวอาซูรอกันที่ไหน เมื่อใด เมื่อถึงกำหนดนัดหมายชาวบ้านก็จะนำอาหารดิบ เช่น เผือกมัน ฟักทอง มะละกอ กล้วย ข้าวสาร ถั่ว เป็นต้น มารวมเข้าด้วยกันแล้วปอกหั่น ตัดให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากนั้นนำเครื่องปรุง เช่น ข่า ตะไคร้ หอม กระเทียม ผักชี ยี่หร่า เกลือ น้ำตาล กะทิ เป็นต้น มาเป็นเครื่องผสมโดยหั่นตัดให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เช่นเดียวกัน สำหรับกะทิจะคั้นเฉพาะน้ำมาผสม
วิธีกวน นำกะทะใบใหญ่ตั้งไฟ มีไม้พายสำหรับคนขนมอาซูรอ หลังจากตั้งกะทะบนเตา คั้นน้ำกะทิใส่ลงไป ตำหรือบดเครื่องแกงหยาบ ๆ ใส่ลงในน้ำกะทิ เมื่อกะทิเดือดใส่อาหารดิบต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว คนด้วยไม้พายจนกระทั่งทุกอย่างเปื่อยยุ่ย กวนต่อไปจนเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อแห้งได้ที่แล้วตักใส่ถาด โรยหน้าด้วยไข่เจียวหั่นบาง ๆ หรืออาจโรยหน้ากุ้ง เนื้อสมัน ปลาสมัน ผักชี หอมหั่นฝอย แล้วแต่รสนิยมของท้องถิ่น แล้วตัดเป็นชิ้น ๆ แจกจ่ายกันรับประทาน

หมายเหตุ : เนื้อสมัน ปลาสมัน คือ ปลา หรือเนื้อวัว ที่ต้มเคี่ยวด้วยเครื่องแกงจนแห้ง ใช้ทัพพีขยี้จนเนื้อเหล่านั้นเป็นผงฝอย แล้วนำไปโรยหน้าขนมอาซูรอ ถ้าเป็นชนิดหวานมีส่วนผสมเหมือนอาซูรอชนิดคาว แต่งใส่เครื่องเทศ และอาหารจำพวกเนื้อ เพิ่มน้ำตาลให้มากขึ้นและไม่ต้องโรยหน้า