วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

12 สิงหา วันแม่





ความเป็นมา
งานวันแม่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ.สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง ต่อมาวันแม่ที่รัฐบาลรับรอง คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งรับหน้าที่จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2515
แต่จัดได้เพียงปีเดียวเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ คือ ดอกมะลิ




วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์


วันเกิด 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1898
เพนซิลเวเนีย, สหรัฐอเมริกา

วันเสียชีวิต 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1976
นิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา
เชื้อชาติ อเมริกัน

สาขา ประติมากรรม
การศึกษา/ฝึก Stevens Institute of Technology
Art Students League of New York

ยุค ลัทธิเหนือจริง

งานสำคัญ Cirque Calder (ค.ศ. 1926-ค.ศ. 1931)
Aztec Josephine Baker (ราว ค.ศ. 1929)
International Mobile (ค.ศ. 1949)
Flamingo (ชิคาโก, 1973
)

คาลเดอร์ผู้เกิดที่ลอว์ตันในรัฐเพนซิลเวเนียในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่22 กรกฎาคม ค.ศ. 1898 มาจากครอบครัวที่เป็นศิลปิน อเล็กซานเดอร์ สเตอร์ลิง คาลเดอร์ บิดาของคาลเดอร์เป็นประติมากรผู้มีชื่อเสียงผู้สร้างงานประติมากรรมสำหรับติดตั้งในที่สาธารณะหลายชิ้นส่วนใหญ่ในฟิลาเดลเฟีย ส่วนปู่ประติมากร อเล็กซานเดอร์ มิลน์ คาลเดอร์ เกิดที่สกอตแลนด์และอพยพมาฟิลาเดลเฟียในปี ค.ศ. 1868 งานที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ของวิลเลียม เพนน์บนหอตึกเทศบาลเมืองฟิลาเดลเฟีย นาเนตต์ เลเดอเรอร์ คาลเดอร์มารดาของคาลเดอร์เป็นจิตรกรภาพเหมือนอาชีพผู้ได้รับการศึกษาจากสถาบันฌูเลียนและซอร์บอร์นในกรุงปารีสราวระหว่างปี ค.ศ. 1888 ถึงปี ค.ศ. 1893 ต่อมานาเนตต์ย้ายไปอยู่ที่ฟิลาเดลเฟียเมื่อไปพบกับอเล็กซานเดอร์ สเตอร์ลิง คาลเดอร์ขณะที่กำลังศึกษาอยู่ที่สถาบันวิจิตรศิลป์แห่งฟิลาเดลเฟีย บิดามารดาของคาลเดอร์สมรสกันเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1895 พี่สาวคนโตมาร์กาเร็ต หรือ เพ็กกี้ คาลเดอร์เกิดในปี ค.ศ. 1896 ต่อมาเมื่อสมรสก็เปลี่ยนชื่อเป็น มาร์กาเร็ต คาลเดอร์ เฮย์ส และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์

ในปี ค.ศ. 1902 เมื่ออายุได้สี่ปีคาลเดอร์ก็เป็นแบบเปลือยให้กับประติมากรรม “The Man Cub” ที่สร้างโดยบิดาที่ในปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน ในปีเดียวกันคาลเดอร์ก็สร้างงานหนึ่งในงานชิ้นแรกๆ เสร็จเป็นช้างที่ทำด้วยดินเหนียว

สามปีต่อมาเมื่อคาลเดอร์อายุได้เจ็ดปีและเมื่อพี่สาวอายุได้เก้าปี สเตอร์ลิง คาลเดอร์ก็ล้มป่วยด้วยวัณโรค บิดามารดาจึงไปรักษาตัวอยู่ที่ฟาร์มปศุสัตว์ที่ออราเคิลในแอริโซนาทิ้งลูกๆ ไว้ให้อยู่ในความดูแลของเพื่อนของครอบครัวอยู่ปีหนึ่ง ครอบครัวกลับมาพบกันอีกครั้งในเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 1906 และพักอยู่ที่ฟาร์มในแอริโซนาจนถึงฤดูใบไม้ร่วงปีเดียวกัน

จากแอริโซนาครอบครัวคาลเดอร์ย้ายไปอยู่ที่แพซาดีนาในรัฐแคลิฟอร์เนีย ห้องใต้หลังคาของบ้านกลายเป็นห้องทำงานประติมากรรมห้องแรกของคาลเดอร์ เมื่อได้รับเครื่องมือชุดแรก คาลเดอร์ใช้เศษลวดทองแดงที่พบตามถนนและลูกปัดจากตุ๊กตาของพี่สาวในการทำเครื่องประดับ เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1907 มารดาก็นำคาลเดอร์ไปชมเทศกาลพาเหรดดอกไม้ประจำปีแห่งแพซาดีนา (Tournament of Roses Parade) ที่คาลเดอร์ได้ดูการแข่งรถม้าสี่ตัว เหตุการณ์ดังว่าต่อมากลายมาเป็นผลงานละครสัตว์ของคาลเดอร์

ในปี ค.ศ. 1909 เมื่อเรียนอยู่ชั้นสี่คาลเดอร์ก็สลักรูปสุนัขและเป็ดจากแผ่นทองเหลืองเป็นของขวัญวันคริสต์มัสสำหรับบิดามารดา ประติมากรรมที่ทำเป็นสามมิติและเป็นจลนศิลป์ที่เคลื่อนไหวได้ เพราะจะเคลื่อนไหวเมื่อแตะเบาๆ งานประติมากรรมเหล่านี้มักจะได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นตัวอย่างผลงานสมัยแรกที่แสดงถึงแนวความสามารถของคาลเดอร์

ในปี ค.ศ. 1910 เมื่อการพักฟื้นของสเตอร์ลิง คาลเดอร์สิ้นสุดลง ครอบครัวก็ย้ายกลับไปฟิลาเดลเฟีย เมื่อคาลเดอร์ไปเข้าศึกษาอยู่ที่สถาบันเจอร์มันทาวน์อยู่ระยะหนึ่งและต่อมาโครทัน-ออน-ฮันสันในรัฐนิวยอร์ก ในโครทันระหว่างที่ศึกษาในขั้นมัธยมคาลเดอร์ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับจิตรกร เอเวอเรตต์ ชินน์ ที่คาลเดอร์สร้างระบบที่ใช้พลังแรงดึงดูดสำหรับรถไฟกล

หลังจากโครทันครอบครัวคาลเดอร์ก็ย้ายไปสปุยเทนเดวิลในบร็องซ์ เพื่อให้ไปอยู่ใกล้กับห้องทำงานที่ถนนสายสิบที่สเตอร์ลิง คาลเดอร์เช่าไว้ทำงาน ขณะที่พำนักอยู่ที่สปุยเทนเดวิลคาลเดอร์ก็เข้าศึกษาที่โรงเรียนมัธยมยองเคอร์

ในปี ค.ศ. 1912 สเตอร์ลิง คาลเดอร์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าผู้ทำการแทนของแผนกประติมากรรมของการแสดงนิทรรศการนานาชาติปานามาแปซิฟิกในซานฟรานซิสโก คาลเดอร์เริ่มแสดงงานประติมากรรมในนิทรรศการที่จัดขึ้นในปี ค.ศ. 1915 ระหว่างที่ศึกษาอยู่ในระดับไฮสกูลระหว่างปี ค.ศ. 1912 ถึงปี ค.ศ. 1915 ครอบครัวคาลเดอร์ก็ย้ายไปมาระหว่างนิวยอร์กกับแคลิฟอร์เนีย ในบ้านที่อยู่ใหม่แต่ละที่บิดามารดาก็จะยกห้องใต้หลังคาไว้ให้เป็นห้องทำงานของคาลเดอร์ ในตอนปลายของสมัยเด็กคาลเดอร์พักอยู่กับเพื่อนในแคลิฟอร์เนียขณะที่บิดามารดาย้ายกลับไปนิวยอร์ก เพื่อจะได้เรียนจบได้ที่โรงเรียนมัธยมโลเวลล์ในซานฟรานซิสโก คาลเดอร์จบการศึกษาในปี ค.ศ. 1915




วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บิดาทางพันธุศาสตร์



Gregor Mendel




Biography

Mendel was born into an ethnic German family in Heinzendorf bei Odrau, Austrian Silesia, Austrian Empire (now Hynčice, Czech Republic), and was baptized two days later as Johann. He was the son of Anton and Rosine (Schwirtlich) Mendel, and had one older sister (Veronica) and one younger (Theresia). They lived and worked on a farm which had been owned by the Mendel family for at least 130 years. During his childhood, Mendel worked as a gardener, studied beekeeping, and as a young man attended Gymnasium (school) in Opava. Later, from 1840 to 1843, he studied practical and theoretical philosophy as well as physics at the University of Olomouc Faculty of Philosophy, taking a year off through illness. When Mendel entered the Faculty of Philosophy, the Department of Natural History and Agriculture was headed by Johann Karl Nestler, who conducted extensive research of hereditary traits of plants and animals, especially sheep. In 1843 Mendel began his training as a priest. Upon recommendation of his physics teacher Friedrich Franz, he entered the Augustinian Abbey of St Thomas in Brno in 1843. Born Johann Mendel, he took the name Gregor upon entering religious life. In 1851 he was sent to the University of Vienna to study under the sponsorship of Abbot C. F. Napp. At Vienna, his professor of physics was Christian Doppler. Mendel returned to his abbey in 1853 as a teacher, principally of physics, and by 1867, he had replaced Napp as abbot of the monasteryBesides his work on plant breeding while at St Thomas's Abbey, Mendel also bred bees in a bee house that was built for him, using bee hives that he designed. He also studied astronomy and meteorology, founding the 'Austrian Meteorological Society' in 1865.The majority of his published works were related to meteorology.





เกรเกอร์ โยฮันน์ เมนเดล




เกิดวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ.1822 เป็นบาทหลวงชาวออสเตรีย และในขณะเดียวกันเขาก็เป็นอาจารย์สอนหนังสือให้แก่นักเรียน สอนนักเรียน ถึงเรื่องพันธุ์กรรมด้วย เมนเดลมีความสนใจศึกษาด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ ด้านพันธุศาสตร์ เขาได้ใช้สถานที่ภายในบริเวณวัดเพื่อทำการทดลองสิ่งต่างๆ ที่เขาสนใจ เมนเดลเริ่มต้นทดลองเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1856 เรื่องที่เขาทำการทดลองคือ การรวบรวมต้นถั่วหลายๆพันธุ์นำมาผสมกันหลายๆวิธีเขาใช้เวลาทดลองต่อเนื่องถึง 7 ปี จนได้ข้อมูลมากเพียงพอ ในปี ค.ศ.1865 เมนเดล จึงได้ รายงานผลการทดลอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผสมพันธุ์ ต้นถั่ว ให้แก่ที่ประชุม Natural History Society ในกรุงบรุนน์ ( Brunn ) ผลงานของเขาได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ออกไปทั่วทวีปยุโรปและ อเมริกาในปีต่อมาคือปี ค.ศ.1866 ผลงานของเขาถูกปล่อยไว้นานถึง 34 ปี จนกระทั่งปี ค.ศ.1900 ได้มีนัก ชีววิทยา 3 ท่าน คือ ฮูโก เดอฟรีส์ ชาวฮอลันดา คาร์ล คอร์เรนส์ ชาวเยอรมันและ เอริช ฟอน แชร์มาค ชาวออสเตรเลีย ได้ทดลองผสมพันธุ์พืชชนิดอื่นๆ และได้ผลการทดลองตรงกับที่เมนเดลเคยรายงานไว้ ทำให้เมนเดลเป็นที่รู้จัก ในวงการพันธุศาสตร์นับแต่นั้นเป็นต้นมา
เขาได้รับการ สถาปนาสมณศักดิ์เป็นเจ้าอาวาสประจำโบสถ์ที่ Alt Brünn ภาระงานบริหารได้ทำให้เขาไม่มีเวลาทำการทดลองเรื่องการ ผสมพันธุ์พืชอีกเลย จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงในวันที่ 6 มกราคม ค.ศ.1884 ขณะมีอายุได้ 61 ปี ด้วยโรคหัวใจวาย ศพของเขาได้ถูกนำ ไปฝังที่สุสานใกล้โบสถ์ ในพิธีศพมีสานุศิษย์และชาวบ้านที่ได้เดินทางมาไว้อาลัยนักบวชคนหนึ่ง ซึ่งได้อุทิศชีวิตให้ทานแก่ผู้ยากไร้ แต่ไม่มีใครเลยจะรู้สักนิดว่า พวกเขากำลังร่ำลาอาลัยนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Hot! So Hot !!

วิธีที่จะช่วยคลายร้อนและไม่เดือดร้อนกระเป๋าตังค์

วิธีแรกคือ "กางร่มให้บ้าน"
เพื่อให้ตัวบ้านถูกแสงแดดน้อยที่สุด แค่ติดกันสาดของบ้านให้ยาวขึ้นเหมือนบ้านไทยโบราณเพื่อกันแสงแดดที่จะส่องเข้ามาในบ้านโดยตรง มีอีกวิ๊ที่ง่ายและได้ประโยชน์ที่สุดคือ " การปลูกต้นไม้" บริเวณรอบๆบ้านเพราะนอกจากต้นไม้จะช่วยให้ร่มเงาแก่บ้านแล้ว ยังช่วยดึงเอาความร้อนจากอากาศรอบๆบ้านทำให้อุณหภูมูใกล้เคียงลดลง

วิธีต่อมาคือ "ยอมให้ลมพัดผ่าน"
ทุกครั้งที่มีลมพัดผ่านตัวเรา เราจุรู้สึกเย็นสบาย ถ้าบ้านเรามีลมเย็นพัดผ่าน ก็ควรเปิดหน้าต่างแทนการเปิดเครื่องปรับอากาศ หรือไม่ก็เปิดเพียงพอเย็นแล้วปิดไป นอกจากนั้นควรจะ "เปิดรับแสงแดด" นอกจากจะไม่เปลืองไฟแล้ว ยังทำให้ห้องไม่อับชื้นอีกด้วย

วิธีสุดท้าย เราควรจะรู้จัก "การดูแลรักษา"
อุปกรณืไฟฟ้าในบ้านก็มีส่วนช่วยในการประหยัดพลังงานด้วยเช่นกัน เช่น เราควรหมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศของเครื่องปรับอากาศบ่อยๆ เพื่อลดการเปลืองไฟในการทำงานทำงานของเครื่องปรับอากาศ ทำความสะอาดหลอดไฟในบ้าน เพราะจะช่วยเพิ่มแสงสว่างโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากขึ้น ไม่นำของร้อนเข้าแช่ในตู้เย็น เพราะจะทำให้ตู้เย็นทำงานเพิ่มขึ้นกินไฟมากขึ้นเป็นต้น

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Summer Solstice




The summer solstice occurs exactly when the Earth's axial tilt is most inclined towards the sun, at its maximum of 23° 26'. Though the summer solstice is an instant in time, the term is also colloquially used like Midsummer to refer to the day on which it occurs. Except in the polar regions (where daylight is continuous for many months), the day on which the summer solstice occurs is the day of the year with the longest period of daylight. The summer solstice occurs in June in the Northern Hemisphere north of the Tropic of Cancer (23°26'N) and in December in the Southern Hemisphere south of the Tropic of Capricorn (23°26'S). The Sun reaches its highest position in the sky on the day of the summer solstice. However, between the Tropic of Cancer and the Tropic of Capricorn, the highest sun position does not occur at the summer solstice, since the sun reaches the zenith here and it does so at different times of the year depending on the latitude of the observer. Depending on the shift of the calendar, the summer solstice occurs some time between December 21 and December 22 each year in the Southern Hemisphere, and between June 20 and June 21 in the Northern Hemisphere.

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Anne Frank


Annelies Marie "Anne" Frank ( pronunciation (help·info); 12 June 1929 – early March 1945)is one of the most renowned and most discussed Jewish victims of the Holocaust. Acknowledged for the quality of her writing, her diary has become one of the world's most widely read books, and has been the basis for several plays and films.

Born in the city of Frankfurt am Main in Weimar Germany, she lived most of her life in or near Amsterdam, in the Netherlands. By nationality, she was officially considered a German until 1941, when she lost her nationality owing to the anti-Semitic policies of Nazi Germany (the Nuremberg Laws). She gained international fame posthumously following the publication of her diary, which documents her experiences hiding during the German occupation of the Netherlands in World War II.

The Frank family moved from Germany to Amsterdam in 1933, the year the Nazis gained control over Germany. By the beginning of 1940, they were trapped in Amsterdam by the Nazi occupation of the Netherlands. As persecutions of the Jewish population increased in July 1942, the family went into hiding in the hidden rooms of Anne's father, Otto Frank's, office building. After two years, the group was betrayed and transported to concentration camps. Anne Frank and her sister, Margot, were eventually transferred to the Bergen-Belsen concentration camp, where they both died of typhus in March 1945.

Otto Frank, the only survivor of the family, returned to Amsterdam after the war to find that Anne's diary had been saved, and his efforts led to its publication in 1947. It was translated from its original Dutch and first published in English in 1952 as The Diary of a Young Girl. It has since been translated into many languages. The diary, which was given to Anne on her 13th birthday, chronicles her life from 12 June 1942 until 1 August 1944.