วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

อนุสรณ์สถานแห่งประชาธิปไตย (Shrine of Democracy) มีใครบ้าง ?



ประธานาธิบดี 4 คน ที่มีบทบาทสำคัญต่อการประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ ได้แก่
1. จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาในช่วงปี ค.ศ. 1789 - 1797 ท่านเป็นผู้นำกองทัพในการทำสงครามประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ และต่อมาได้รับการยกย่องสถาปนาให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ถือว่าท่านคือบิดาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว

2. โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson)
ป็นประธานาธิบดีคนที่สามของสหรัฐฯ ในช่วงปี ค.ศ. 1801 - 1809 ท่านเป็นผู้ร่างคำประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ และขยายดินแดนออกไปกว่าสองเท่าจากทีมีอยู่เดิม โดยการซื้อดินแดนในความปกครองของฝรั่งเศส (Louisiana Purchase) ท่านเป็นผู้มีความสามารถหลายด้าน รวมทั้งผลงานทางสถาปัตยกรรม บ้านของท่านที่มอนติเชลโล รัฐเวอร์จิเนียซึ่งออกแบบด้วยตัวเองได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้

3. อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln
) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี ค.ศ. 1861 - 1865 ในช่วงที่ประเทศเข้าสู่ช่วงวิกฤตจากสงครามกลางเมือง (Civil War) ลินคอล์นเกิดมาในครอบครัวชาวนายากจนในรัฐเคนทักกีตอนกลางของประเทศ ศึกษากฎหมายด้วยตัวเองจนเป็นนักกฎหมายท้องถิ่น และไต่เต้าขึ้นมาจนได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกจากพรรครีพับลิกัน ท่านนำรัฐฝ่ายเหนือชนะรัฐฝ่ายใต้ในสงครามกลางเมือง เป็นผลให้เลิกทาสได้สำเร็จในสหรัฐอเมริกา ท่านถูกลอบสังหารขณะชมการแสดงอยู่ในโรงละคร เป็นประธานาธิบดีที่เสียชีวิตจากการถูกลอบสังหาร และยังคงเป็นประธานาธิบดีขณะเสียชีวิต

4. ทีโอดอร์ รูสเวลต์ (Theodore Roosevelt)
เป็นผู้นำประเทศในช่วงปี ค.ศ. 1901 - 1909 เป็นประธานาธิบดีคนที่ 26 ของสหรัฐอเมริกา ในบรรดาประธานาธิบดีที่ปรากฏบนเมาต์รัชมอร์ รูสเวลต์เป็นคนที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดว่าเขามีผลงานอย่างไรถึงคู่ควรกับตำแหน่งอนุสาวรีย์บนเขาต่อจากอีกสามท่าน (เช่นเดียวกับที่บารัค โอบามาถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมกับรางวัลโนเบล) ผลงานที่ประจักษ์ชัดที่สุดของท่านคือการขุดคลองปานามาเชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติก ซึ่งช่วยย่นระยะทางการเดินเรือได้อย่างมาก และเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติโดยการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้นหลายแห่งในสมัยที่ท่านเป็นประธานาธิบดี





วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

โพสต์อิทโน้ต( Post-it Notes)


กระดาษโน้ตแผ่นเล็กพร้อมแถบกาวอย่างอ่อน มีคุณสมบัติแปะที่ไหนติดที่นั่นเมื่อดึงกระดาษออกไม่เหลือร่องรอยของกาวติดอยู่ ณ ที่นั้น เป็นนวัตกรรมโดนใจชาวชนสำนักงานทั่วโลก มีการใช้แพร่หลายตามเอกสาร จอคอมพิวเตอร์ ประตูหน้าต่าง ตู้เย็น เขียนโน้ตบนกระดาษแปะทิ้งไว้เตือนความจำ โพสต์อิทโน้ตเป็นสินค้าของ 3M ซึ่งเป็นผู้คิดค้นและผู้ผลิตออกจำหน่าย

นายสเปนเซอร์ ซิลเวอร์( Spencer Silver ) เป็นหนึ่งในทีมนักวิจัยของบริษัท 3Mในปี ค.ศ. 1968 เขาได้รับมอบหมายให้พัฒนากาวให้มีประสิทธิภาพสูง ติดได้แน่นทนทาน ถาวร แต่ผลของการพัฒนา เขากลับได้กาวออกมาที่ตรงกันข้ามกับเป้าหมายโดยสิ้นเชิง คือเป็นกาวอย่างอ่อน ติดง่าย ลอกได้ไม่ทิ้งร่องรอย

ต่อมาในปี ค.ศ. 1974 นายอาร์เธอร์ ฟราย( Arthur Fry )นักวิจัยอีกคนนำกาวนี้มาใช้ติดกระดาษไว้คั่นคัมภีร์ไบเบิล ในหน้าสวดมนต์ที่เขาต้องการเวลาไปโบสถ์ ก็เพราะคุณสมบัติติดง่าย ลอกได้ไม่ทิ้งร่องรอยนี้เอง 3M จึงนำไปพัฒนาออกมาเป็นกระดาษโน้ตสีเหลือง ที่มีแถบกาวชนิดนี้ออกจำหน่าย โดยให้ชื่อว่า"โพสต์อิทโน้ต"( Post-it Notes) ปรากฎว่าเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่คนทำงานในสำนักงาน กระดาษโน้ตสีเหลืองจึงพัฒนาเป็นหลายสีหลายขนาด หลายรูปเล่มเอาใจผู้ใช้ทั่วโลก

วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

โยคะร้อน


ความพิเศษของโยคะร้อน
การเล่นโยคะร้อนในห้องร้อนนี้จะทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นได้มากกว่าในอุณหภูมิปกติ ท่าต่างๆของโยคะร้อนจะช่วยกระชับกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆของร่างกาย ลดปัญหาการปวดหลังและคอ รวมทั้งทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น นอกจากนี้อุณหภูมิที่สูงยังช่วยให้ร่างกายสามารถกำจัดของเสียออกมาในรูปเหงื่อได้อย่างดี ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงและรู้สึกสดชื่น สบายตัวหลังการเล่น
เล่นโยคะอย่างไรให้ได้ผล
การเล่นโยคะต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการฝึกฝนเช่นเดียวกับการเล่นกีฬาอื่นๆ เพื่อความพร้อมและการปรับตัวของร่างกาย เสริสร้างความแข็งแรงและสัดส่วนของกล้ามเนื้อให้สมดุล ที่สำคัญคือการเล่นโยคะเป็นประจำนอกจากจะทำให้เกิดความแม่นยำในการเล่นแต่ละท่าแล้ว ยังทำให้ได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจอีกด้วย ดังนั้น แนะนำว่าควรเล่นอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 วัน ส่วนเวลาในการเล่นประมาณครั้งละ 90 นาที จะเป็นช่วงเช้าหรือช่วงเย็นก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้เล่น
ข้อดีของการเล่นโยคะ
1.เสริมสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนิ้อ ข้อพับ หรือ ข้อต่อ
2.ช่วยลดน้ำหนักและกระชับกล้ามเนื้อซึ่งช่วยรักษารูปร่างให้ได้สัดส่วนที่สวยงาม
3.การเคลื่อนไหวในแต่ละท่าเอื้อต่อระบบการไหวเวียนของเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.ช่วยบริหารกล้ามเนื้อส่วนหัวใจให้เลือดไหลเวียนดีและขยายปอด
5.ไม่ทำให้เกิดอาการข้อเสื่อมภายหลังเพราะแต่ละท่าจะไม่มีการใช้ข้อต่อที่หักโหมเหมือนการเล่นกีฬาหรือ การเต้นบางประเภท
6.สามารถฝึกฝนที่บ้านได้ด้วยตนเอง และ ไม่จำกัดว่าควรเล่นในช่วงเวลาใด

สรรพคุณของเกลือ


๑. แก้ตะคริว ใช้เกลือละลายน้ำดื่มแก้ตะคริวได้บางท่านก่อนจะลงว่ายน้ำถ้าได้ดื่มน้ำเกลือก่อนจะช่วยให้ไม่เป็นตะคริว

๒. แก้คลื่นไส้ เมาสุรา ใช้เกลือ ๑/๒ ช้อนกาแฟต่อน้ำ ๑ แก้ว ผสมกันแล้วดื่ม อาการคลื่นไส้จะหายไป

๓. แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ใช้เกลือละลายน้ำสะอาด ๑ แก้ว ดื่มก่อนเข้านอนหรือตื่นนอนตอนเช้าแก้อาการร้อนในกระหายน้ำได้ผลดี

๔. รักษาโรคกระเพาะ ใช้เกลือ ๑ ช้อนชา ละลาย น้ำ ๑ แก้ว กินทุกเช้าหลังจากตื่นนอน ช่วยรักษาโรคกระเพาะได้

๕. แก้เป็นลม เอาเกลือทะเลละลายกับน้ำร้อน หรือน้ำเย็นดื่มแก้อาการเป็นลม หน้ามืด วิงเวียน ตาลาย เพราะร่างกายอ่อนเพลียได้ผลดี

๖. แก้ถูกยาเบื่อ ใช้เกลือ ๑ ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำอุ่น ๑/๒ แก้ว กินครั้งเดียวกันอาเจียนออกมา

๗. แก้แผลปากเปื่อย ใส่เกลือบริเวณแผลแล้วอมไว้ ครั้งแรกจะรู้สึกแสบ ครั้งต่อไปแผลจะหาย

๘. แก้เผ็ด ถ้ากินอาหารรสจัด ๆ รู้สึกแสบที่ปากอมเกลือแล้วทิ้งไว้สักครู่ก็จะหาย

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

ตรวจสภาพกายใจ แบบชีวจิต

ตามแนวของชีวจิต ร่างกายและจิตใจแข็งแรง สดชื่นแจ่มใส อายุยืน ดูเด็กกว่าอายุจริง สุขทั้งกายและใจเช่นนี้วัดได้จาก FASJAMM ซึ่งย่อมาจาก
F = Fatigue
A = Appetite
S = Sleep
J = Joy and Alert
A = Anger
M = Memory
M = Morality

ต้องไม่มี Fatigue = ความอ่อนล้า
ต้องมี Appetite = ความอยาก
จะต้องมี Sleep = การหลับสนิท
ต้อง Joy and Alert = สดชื่นตื่นตัว
ต้องละ Anger = โทสะหรือความโกรธ
พึงมี Memory = คิดอ่าน จดจำ
จะต้องมี Morality = คุณธรรม

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Christmas !!~



Christmas or Christmas Day (Old English: Crīstesmæsse, literally "Christ's mass") is an annual commemoration of the birth of Jesus Christ, celebrated generally on December 25 as a religious and cultural holiday by billions of people around the world. A feast central to the Christian liturgical year, it closes the Advent season and initiates the twelve days of Christmastide. Christmas is a civil holiday in many of the world's nations, is celebrated by an increasing number of non-Christians, and is an integral part of the Christmas and holiday season.

The precise day of Jesus' birth, which historians place between 7 and 2 BC, is unknown.In the early-to-mid 4th century, the Western Christian Church first placed Christmas on December 25, a date later adopted also in the East. Theories advanced to explain that choice include that it falls exactly nine months after the Christian celebration of the conception of Jesus, or that it was selected to coincide with either the date of the Roman winter solstice or of some ancient pagan winter festival.

The original date of the celebration in Eastern Christianity was January 6, in connection with Epiphany, and that is still the date of the celebration for the Armenian Apostolic Church and in Armenia, where it is a public holiday. As of 2011, there is a difference of 13 days between the modern Gregorian calendar and the older Julian calendar. Those who continue to use the Julian calendar or its equivalents thus celebrate December 25 and January 6 on what for the majority of the world is January 7 and January 19. For this reason, Ethiopia, Russia and Ukraine celebrate Christmas, both as a Christian feast and as a public holiday, on what in the Gregorian calendar is January 7.

The popular celebratory customs associated in various countries with Christmas have a mix of pre-Christian, Christian and secular themes and origins. Popular modern customs of the holiday include gift giving, Christmas music and caroling, an exchange of Christmas cards, church celebrations, a special meal, and the display of various decorations, including Christmas trees, lights, nativity scenes, garlands, wreaths, mistletoe, and holly. In addition, several closely related and often interchangeable figures, known as Santa Claus, Father Christmas, Saint Nicholas and Kris Kringle among other names, are associated with bringing gifts to children during the Christmas season and have their own body of traditions and lore. Because gift-giving and many other aspects of the Christmas festival involve heightened economic activity among both Christians and non-Christians, the holiday has become a significant event and a key sales period for retailers and businesses. The economic impact of Christmas is a factor that has grown steadily over the past few centuries in many regions of the world


วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554

วิตามินซีกับไข้หวัด



วิตามินซี (หรือ ascorbic acid) เป็นสารที่มีตามธรรมชาติ ถ้าหากขาดจะทำให้เกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน (Scurvy) ซึ่งปัจจุบันพบได้น้อยแล้ว ทั้งนี้เพราะอาหารสำเร็จรูป ขนม และเครื่องดื่มหลายชนิดผสมวิตามินซีเข้าไปด้วย ดังนั้นในวันๆ หนึ่ง เราจึงได้วิตามินซีเข้าไปโดยไม่รู้ตัวเป็นจำนวนไม่น้อย เพิ่มเติมจากวิตามินซีในอาหารตามธรรมชาติที่เรากินเข้าไป
เรื่องที่ว่าวิตามินซีใช้ป้องกันไข้หวัดนั้น เกิดจากการวิจัยของนักเภสัชวิทยาผู้มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่งทำไว้เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ซึ่งพบว่า การได้รับวิตามินซีวันละ ๑-๓ กรัมจะช่วยป้องกันไข้หวัดได้ หรือหากได้รับขนาดสูงขึ้นไปถึง ๑๕ กรัมต่อวันจะรักษาไข้หวัดได้ด้วย แต่การวิจัยเรื่องนี้มีนักวิจัยท่านอื่นๆ ทำการวิจัยซ้ำอีก เพื่อพิสูจน์ยืนยันกลับไม่มีใครสามารถสรุปได้ว่า วิตามินซีป้องกันไข้หวัดได้จริงหรือไม่


อย่างไรก็ตามคนเราก็ต้องการวิตามินซีทุกวัน เพื่อใช้ในการทำงานตามปกติของร่างกาย ปริมาณวิตามินซีที่ผู้ใหญ่แต่ละคนต้องได้รับต่อวัน คือ ๖๐ มิลลิกรัม (๑,๐๐๐ มิลลิกรัมเท่ากับ ๑ กรัม) หากได้รับสูงเกินขนาด เช่น เกิน ๑ กรัมต่อวัน อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ท้องเดิน ปั่นป่วนท้อง เกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ กระดูกบาง น้ำตาลในเลือดสูง รวมทั้งอาจทำให้ภูมิต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรียตกต่ำลงไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นหากได้รับวิตามินซีในขนดสูงเป็นเวลานานๆ แล้วหยุดบริโภคทันทีอาจทำให้เกิดเลือดออกตามไรฟันหรือฟันโยกได้ ดังนั้นหากผู้ใดบริโภควิตามินซีในขนาดสูงเป็นเวลานานๆ เวลาหยุดจึงไม่ควรหยุดทันที ต้องค่อยๆ ลดขนาดลงทีละน้อย คำแนะนำต่อคำถามที่คุณสุชาดีถามมาคือให้ใช้ทางสายกลางครับ คือหากต้องการได้รับวิตามินซีในขนาดสูง (เผื่อไว้ว่าอาจจะป้องกันไข้หวัดได้บ้าง) แหล่งของวิตามินซีที่แนะนำ คือ วิตามินซีจากแหล่งธรรมชาติ คือ ในผักผลไม้ครับ เพราะมีโอกาสน้อยที่จะบริโภควิตามินซีจนเกินขนาด และข้อดีอีกประการหนึ่ง คือ เชื่อว่าวิตามินซีจากธรรมชาติให้ประสิทธิภาพดีกว่าวิตามินสังเคราะห์

วิตามินซีจะพบมากในผักโขม ดอกขี้เหล็ก พริกหยวกแดง พริกชี้ฟ้าเขียว พริกหวาน ยอดสะเดา บร็อคโคลี่ มะระขี้นก มะกอก มะปราง ฝรั่ง และผลไม้รสเปรี้ยวอื่น ๆ