วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การกวนข้าวอาซูรอ (ขนมอาซูรอ)


ความเป็นมา
ความเป็นมาของการกวนข้าวอาซูรอ หรือกวนขนมอาซูรอสืบเนื่องจากได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในสมัยนบีมุฮ (อล) ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ไร่นาของประชาชนและสาวกของนบีมุฮ (อล) และคนทั่วไปอดอาหาร นบีมุฮ (อล) จึงประกาศให้ผู้ที่มีสิ่งของเหลือพอจะรับประทานได้ ให้เอามากองรวมกัน และให้เอาของเหล่านั้นมากวนเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนได้รับประทานอาหารกันโดยทั่วหน้า

ความสำคัญ
การกวนข้าวอาซูรอ (ขนมอาซูรอ) เป็นประเพณีท้องถิ่นของชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คำว่า อาซูรอ เป็นภาษาอาหรับ แปลว่า การผสม การรวมกัน คือการนำสิ่งของที่รับประทานได้หลายสิ่งหลายอย่างมากวนรวมกัน มีทั้งชนิดคาวและหวาน การกวนข้าวอาซูรอจะใช้คนในหมู่บ้านมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อความสามัคคีและสร้างความพร้อมเพรียงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อันมีผลต่อการอยู่ร่วมกันของสังคมอย่างมีความสุข ก่อนจะแจกจ่ายให้รับประทานกัน เจ้าภาพจะเชิญบุคคลที่นับถือของชุมชนขึ้นมากล่าวขอพร (ดูอา) ก่อน จึงจะแจกให้คนทั่วไปรับประทานกัน

พิธีกรรม
การกวนข้าวอาซูรอเริ่มด้วยการที่เจ้าภาพประกาศเชิญชวนนัดหมายให้ชาวบ้านทราบว่าจะมีการกวนข้าวอาซูรอกันที่ไหน เมื่อใด เมื่อถึงกำหนดนัดหมายชาวบ้านก็จะนำอาหารดิบ เช่น เผือกมัน ฟักทอง มะละกอ กล้วย ข้าวสาร ถั่ว เป็นต้น มารวมเข้าด้วยกันแล้วปอกหั่น ตัดให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากนั้นนำเครื่องปรุง เช่น ข่า ตะไคร้ หอม กระเทียม ผักชี ยี่หร่า เกลือ น้ำตาล กะทิ เป็นต้น มาเป็นเครื่องผสมโดยหั่นตัดให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เช่นเดียวกัน สำหรับกะทิจะคั้นเฉพาะน้ำมาผสม
วิธีกวน นำกะทะใบใหญ่ตั้งไฟ มีไม้พายสำหรับคนขนมอาซูรอ หลังจากตั้งกะทะบนเตา คั้นน้ำกะทิใส่ลงไป ตำหรือบดเครื่องแกงหยาบ ๆ ใส่ลงในน้ำกะทิ เมื่อกะทิเดือดใส่อาหารดิบต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว คนด้วยไม้พายจนกระทั่งทุกอย่างเปื่อยยุ่ย กวนต่อไปจนเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อแห้งได้ที่แล้วตักใส่ถาด โรยหน้าด้วยไข่เจียวหั่นบาง ๆ หรืออาจโรยหน้ากุ้ง เนื้อสมัน ปลาสมัน ผักชี หอมหั่นฝอย แล้วแต่รสนิยมของท้องถิ่น แล้วตัดเป็นชิ้น ๆ แจกจ่ายกันรับประทาน

หมายเหตุ : เนื้อสมัน ปลาสมัน คือ ปลา หรือเนื้อวัว ที่ต้มเคี่ยวด้วยเครื่องแกงจนแห้ง ใช้ทัพพีขยี้จนเนื้อเหล่านั้นเป็นผงฝอย แล้วนำไปโรยหน้าขนมอาซูรอ ถ้าเป็นชนิดหวานมีส่วนผสมเหมือนอาซูรอชนิดคาว แต่งใส่เครื่องเทศ และอาหารจำพวกเนื้อ เพิ่มน้ำตาลให้มากขึ้นและไม่ต้องโรยหน้า

วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

นิทานเรื่อง....ต้นแอปเปิ้ลกับเด็กน้อย


นานมาแล้ว มีต้น แอปเปิ้ลใหญ่อยู่ต้นนึง และก็มีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
ชอบเข้ามาอยู่ใกล้ๆและเล่นรอบๆต้นไม้นี้ทุกๆวัน
เขาปีนขึ้นไปบนยอดของต้นไม้ และก็กินผลแอปเปิ้ล

และก็นอนหลับไปภายใต้ร่มเงาของต้นแอปเปิ้ล
เขารักต้นไม้ และต้นไม้ก็รักเขา
เวลาผ่านไป เด็กน้อยโตขึ้น และเขาไม่มาวิ่งเล่นรอบๆต้นไม้ทุกวันอีกแล้ว
วันหนึ่ง เด็กน้อย กลับมาหาต้นไม้ เด็กน้อยดูเศร้า
"มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ " ต้นไม้ถาม


" ฉันไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้วนะ ฉันไม่อยากเล่นรอบๆต้นไม้อีกแล้ว
ฉันต้องการของเล่น ฉันอยากได้เงินไปซื้อของเล่น"
เด็กน้อยตอบ
"ฉันไม่มีเงินจะให้ ...เก็บลูกแอปเปิ้ลของฉันไปขายสิ
เพื่อเอาเงินไปซื้อของเล่น "
ต้นไม้ตอบ
เด็กน้อยตื่นเต้นมาก เขาเก็บลูกแอปเปิ้ลไปหมด และจากไปอย่างมีความสุข
หลังจากเขาเก็บแอปเปิลไปหมดแล้ว เขาไม่กลับมาหาต้นไม้อีกเลย


วันหนึ่ง เด็กน้อยกลับมา เขาดูโตขึ้น
ต้นไม้รู้สึกตื่นเต้นมาก
" มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ " ต้นไม้ถาม ต้นไม้ดูเศร้า ......
"ฉันไม่มีเวลามาเล่นหรอก ฉันมีครอบครัวแล้ว
ฉันต้องทำงานเพื่อครอบครัวของฉันเอง
เราต้องการบ้าน ช่วยฉันได้ไหม "

" ฉันไม่มีบ้านจะให้ แต่... ตัดกิ่งก้านของฉันไปสิ ...เอาไปสร้างบ้าน "
ดังนั้นเด็กน้อยตัดกิ่งก้านทั้งหมดของต้นไม้ไป และจากไปอย่างมีความสุข
อีกครั้งที่ต้นไม้ถูกทิ้งให้เดียวดาย และเศร้า ....
วันหนึ่งในฤดูร้อน เด็กน้อยกลับมา ต้นไม้ดีใจมาก
"มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ " ต้นไม้ถาม
" เปล่า ฉันรู้สึกผิดหวังกับชีวิต และเริ่มแก่ขึ้น
ฉันอยากแล่นเรือไปพักผ่อนไกลๆ ให้เรือฉันได้ไหม"
" ใช้ลำต้นของฉันได้ เอาไปสร้างเรือ เพื่อเธอจะได้เล่นเรือไปและมีความสุข "
ต้นไม้ตอบ


ดังนั้น เด็กน้อยตัดลำต้นของต้นไม้ไปสร้างเรือ
เขาล่องเรือไป และไม่เคยกลับมาอีกเลย
หลายปีผ่านไป ในที่สุดเด็กน้อยกลับมา
คราวนี้เขาดูแก่ลงไปมาก


" ฉันเสียใจ ฉันไม่เหลืออะไรจะให้อีกแล้ว
ไม่มีผลแอปเปิ้ลให้ .... ฉันไม่มีลำต้นให้ปีนอีกแล้ว "



" ฉันไม่มีฟันจะกินแล้ว
ฉันปีนไม่ไหว และฉันก็แก่แล้ว "
เด็กน้อยตอบ

"ฉันไม่มีอะไรเหลือให้อีกแล้ว สิ่งเดียวที่เหลือ มีเพียงรากที่กำลังจะตาย "
" ตอนนี้ฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว แค่อยากได้ที่พักพิง ฉันเหนื่อยมาหลายปีแล้ว"
" รากของต้นไม้แก่ๆ จะเป็นที่พักพิงของหนูได้
...... มาสิ นั่งลงข้างๆฉัน .. หลับให้สบาย....."
เด็กน้อยนั่งลงข้างๆ ต้นไม้ดีใจ ยิ้ม ...และน้ำตาไหล ........


นี่เป็นเรื่องสำหรับทุกๆคน ต้นไม้ในเรื่องคือพ่อแม่
เมื่อเราเป็นเด็กตัวเล็กๆ เรารักที่จะเล่นกับพ่อกับแม่...
เมื่อเราโตขึ้น เราทอดทิ้งพ่อ และแม่ และกลับมาหาท่าน
เมื่อเราต้องการบางสิ่งบางอย่าง หรือเมื่อเรามีปัญหา
ไม่ว่าอย่างไร...พ่อ และแม่ของเราก็จะอยู่และให้ทุกสิ่งอย่างที่ท่านทำได้
หวังเพียงเรามีความสุข

คุณอาจจะคิดว่า "เด็กน้อย" ในเรื่องโหดร้าย
แต่นั่นคือความจริงที่สะท้อนให้เห็นว่าพวกเราทำกับผู้มีพระคุณอย่างไร?

........ แล้วต้นไม้ของคุณล่ะ ....... เด็กน้อย .....???

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ตรุษจีน


ตำนานความเป็นมาของวันตรุษจีน

ตรุษจีน เป็นวันสำคัญของจีนที่มีมาแต่โบราณที่เรียกว่า “กว้อชุนเจี๋ย” หรือ “กว้อเหนียน” เล่ากันว่าในสมัยโบราณ ในป่าทึบแห่งหนึ่ง มีสัตว์ป่าที่ดุร้ายและน่ากลัวมากตัวหนึ่ง เรียกว่า “เหนียน” มันออกอาละวาดกินคนเป็นประจำ พระเจ้าจึงลงโทษมัน อนุญาตให้มันลงมาจากเขาได้เพียงหนึ่งครั้งใน 365 วัน ดังนั้น เมื่อฤดูหนาวใกล้จะผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิเวียนมาใกล้ เหนียน ก็จะออกมาทำร้ายผู้คน เพื่อป้องกันการมาของ เหนียน ทุก ๆ ครัวเรือนจึงต่างสะสมเสบียงอาหาร และกับข้าวจำนวนหนึ่งไว้ในบ้าน เมื่อถึงตอนค่ำของวันที่ 30 เดือน 12 ก็จะปิดประตูและหน้าต่างเอาไว้ ไม่หลับไม่นอนตลอดคืน เพื่อต่อสู้กับ เหนียน จนกระทั่งถึงรุ่งเช้าก็จะเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 1 เมื่อ เหนียน กลับไปแล้ว ทุก ๆ ครัวเรือนก็จะเปิดประตูออกมาแสดงความยินดีต่อกัน ที่โชคดีไม่ได้ถูก เหนียน ทำร้าย

ต่อมาพบว่า เหนียน มีจุดอ่อน มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อเหนียน มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังหวดแส้เล่นกันเมื่อ เหนียน ได้ยินเสียงแส้ดังเปรี้ยงปร้างก็เลยตกใจเผ่นหนีไป เมื่อ เหนียน ไปถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง เห็นมีชุดเสื้อผ้าสีแดงตากอยู่หน้าบ้านของครอบครัวหนึ่ง สีแดงฉูดฉาดนั้น ทำให้ เหนียน ตกใจและเผ่นหนีไปอีก เมื่อ เหนียน มาถึงหมู่บ้านแห่งที่สาม ปรากฏว่าไปพบเห็นกองเพลิงกองหนึ่งบนถนน แสงเพลิงที่เจิดจ้าทำให้ เหนียน ต้องเผ่นหนีไปอีก ตั้งแต่นั้นมา ผู้คนต่างรู้ว่า แม้ว่า เหนียน จะดุร้ายแต่มันก็กลัวสีแดง เสียงดังและไฟ ทำให้ผู้คนสามารถคิดหาวิธีกำจัด เหนียน ได้โดยไม่ยากนัก

เมื่อวันส่งท้ายตรุษจีนเวียนมาอีกครั้งหนึ่ง ทุกๆ ครัวเรือนจึงต่างนำกระดาษสีแดงมาติดไว้บนประตูหน้าบ้าน แขวนโคมไฟสีแดง พร้อมกับจุดประทัดและตีฆ้องรัวกลองอย่างต่อเนื่อง เมื่อ เหนียน มาถึงในตอนเย็น เห็นทุก ๆ ครัวเรือนมีแสงไฟสว่างไสว มีเสียงประทัดดังสนั่นจึงตกใจเผ่นหนีกลับเข้าป่าไป และไม่กล้าออกมาอาละวาดอีก ทุก ๆ คนจึงผ่านพ้นคืนแห่งอันตรายไปอย่างปลอดภัย เมื่อฟ้าสางแล้ว ผู้คนจึงออกมาจากบ้าน กล่าวคำอวยพรซึ่งกันและกันอย่างมีความสุข พร้อมกับการนำอาหารออกมารับประทานร่วมกันอย่างสนุก
สนาน


ชาวไทยเชื้อสายจีนจะถือประเพณีปฏิบัติอยู่ 3 วัน คือวันจ่าย วันไหว้ และวันปีใหม่

วันจ่าย หรือ ตื่อเส็ก คือวันก่อนวันสิ้นปี เป็นวันที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะต้องไปซื้ออาหารผลไม้และเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ ก่อนที่ร้านค้าทั้งหลายจะปิดร้านหยุดพักผ่อนยาว ในตอนค่ำจะมีการจุดธูปอัญเชิญเจ้าที่ หรือ ตี่จู๋เอี๊ย ให้ลงมาจากสวรรค์เพื่อรับการสักการะบูชาของเจ้าบ้าน หลังจากที่ได้ไหว้อัญเชิญขึ้นสวรรค์เมื่อ 4 วันที่แล้ว

วันไหว้ คือ วันสิ้นปี จะมีการไหว้ 3 ครั้ง คือ ตอนเช้ามืดจะไหว้ ไป๊เล่าเอี๊ย เป็นการไหว้เทพเจ้าต่างๆ ตอนสาย จะไหว้ไป๊เป้บ๊อ คือการไหว้บรรพบุรุษ พ่อแม่ญาติพี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูตามคติจีน การไหว้ครั้งนี้จะไหว้ไม่เกินเที่ยง ตอนบ่าย จะไหว้ ไป๊ฮ้อเฮียตี๋ เป็นการไหว้ผีพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว

วันขึ้นปีใหม่ หรือ วันเที่ยว หรือ วันถือ คือวันที่หนึ่งของเดือนที่หนึ่งของปี (ชิวอิก) วันนี้ ชาวจีนจะถือธรรมเนียมโบราณที่ยังปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน คือ ไป๊เจีย คือ การไปไหว้ขอพรและอวยพรจากญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรัก โดยนำส้มสีทองไปมอบให้ เหตุที่ให้ส้มก็เพราะออกเสียงภาษาจีนแต้จิ๋วว่า "กา" ซึ่งไปพ้องกับคำว่าทอง เพราะฉะนั้นการให้ส้มจึงเหมือนนำโชคดีไปให้ จะมอบส้มจำนวน 4 ผล ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าของผู้ชาย เหตุที่เรียกวันนี้ว่าวันถือคือ เป็นวันที่ชาวจีนถือว่าเป็นสิริมงคล งดการทำบาป จะมีคติถือบางอย่าง เช่น ไม่พูดจาไม่ดีต่อกัน ไม่ทวงหนี้กัน ไม่จับไม้กวาด และจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่แล้วออกเยี่ยมอวยพรและพักผ่อนนอกบ้าน เป็นต้น


ความเชื่อต่างๆใน วันตรุษจีน ที่ห้ามทำและที่นิยมทำกัน

วันตรุษจีน ทุกคนจะไม่พูดคำหยาบหรือพูดคำที่ไม่เป็นมงคล ความหมายเป็นนัยและคำว่า สี่ ซึ่งออกเสียงคล้ายความตายก็จะต้องไม่พูดออกมา วันตรุษจีน ต้องไม่มีการพูดถึงความตายหรือการใกล้ตาย และเรื่องผีสางเป็นเรื่องที่ต้องห้าม เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปีเก่าๆ ก็จะไม่เอามาพูดถึง ซึ่งการพูดควรมีแต่เรื่องอนาคต และทุกอย่างที่ดีกับปีใหม่และการเริ่มต้นใหม่

วันตรุษจีน ถ้าหากคุณร้องไห้ในวันปีใหม่หรือ วันตรุษจีน คุณจะมีเรื่องเสียใจไปตลอดปี ดังนั้นแม้แต่เด็กดื้อที่ปฎิบัติตัวไม่ดีผู้ใหญ่ก็จะทน และไม่ตีสั่งสอน

การแต่งกายและความสะอาดใน วันตรุษจีน เราไม่ควรสระผมเพราะนั้นจะหมายถึงเราชะล้างความโชคดีของเราออกไป เสื้อผ้าสีแดงเป็นสีที่นิยมสวมใส่ในช่วง เทศกาลวันตรุษจีน นี้สีแดงถือเป็นสีสว่าง สีแห่งความสุข ซึ่งจะนำความสว่างและเจิดจ้ามาให้แก่ผู้สวมใส่ เชื่อกันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตนในวันปีใหม่ จะส่งให้มีผลดีหรือผลร้ายได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ และคนโสด เพื่อรวมไปถึงญาติใกล้ชิดจะได้ อังเปา ซึ่งเป็นซองสีแดงใส่ด้วย ธนบัตรใหม่เพื่อโชคดี

วันตรุษจีน กับความเชื่ออื่น ๆ สำหรับ คนที่เชื่อโชคลางมากๆ ก่อนออกจากบ้านเพื่อไปเยี่ยมเยียนเพื่อนหรือญาติ อาจมีการเชิญซินแส เพื่อหาฤกษ์ที่เหมาะสมในการออกจากบ้านและทางที่จะไปเพื่อ เป็นความเป็นสิริมงคล

บุคคลแรกที่พบใน วันตรุษจีน และคำพูดที่ได้ยินคำแรกของปีมีความหมายสำคัญมาก ถือว่าจะส่งให้มีผลได้ตลอดทั้งปี การได้ยินนกร้องเพลงหรือเห็นนกสีแดงหรือนกนางแอ่น ถือเป็นโชคดี

การเข้าไปหาใครในห้องนอนใน วันตรุษจีน ถือเป็นโชคร้ายดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนป่วยก็ต้องแต่งตัวออกมานั่งในห้องรับแขก

ไม่ควรใช้มีดหรือกรรไกรใน วันตรุษจีน เพราะเชื่อว่าจะเป็นการตัดโชคดี ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าชาวจีนทุกคนจะคงยังเชื่อตามความเชื่อที่มีมาแต่ทุกคนก็ยังคง ยึดถือ และปฎิบัติตาม เพราะสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนธรรมเนียมและวัฒนธรรม โดยที่ชาวจีน ตระหนักดีว่าการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมมาแต่เก่าก่อนเป็นการแสดงถึงความเป็นครอบครัวและเอกลักษณ์ของตน

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

สร้างสมดุลให้ร่างกาย ใกล้หน้าหนาว


เมืองไทยถือว่าโชคดี แม้จะไม่ค่อยหนาว มีแต่ร้อนกับร้อนกว่า แต่อากาศก็ไม่แปรปรวนมาก ไม่หนาวมาก ไม่ร้อนจัดจนขาดใจตาย (เพราะชินแล้ว) ในบางเมืองของบางประเทศ เช่น เมลเบิร์น คนเคยอยู่บอกว่า วันหนึ่งบางทีมี 4 ฤดูครบ ไปไหนในกระเป๋าต้องมีร่มกันฝนด้วยกันแดดด้วย เสื้อกันหนาว ที่ถอดออกแล้วเสื้อตัวในใส่เดี่ยวๆ ได้เพราะในวันเดียวกันมีฝนตก อากาศเย็นยะเยือก สักพักเดียวก็แดดออกร้อน


อากาศที่เปลี่ยนกะทันหันเป็นต้นเหตุให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันทำให้เกิดภาวะไม่ปกติ เกิดอาการเจ็บป่วย เป็นไข้ ไม่สบายเนื้อตัว จากเย็นเป็นร้อนก็พอทน แต่ถ้าจากอากาศร้อนอยู่ดีๆ เปลี่ยนเป็นหนาว หรือฤดูฝนที่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นฤดูหนาวที่คนโบราณบอกว่าเป็นปลายฝนต้นหนาวจะส่งผลให้ร่างกายเป็นไข้เปลี่ยนฤดูนั่นคือ เกิดสภาวะไม่สมดุลในร่างกาย ด้วยไออุ่นในร่างกายไม่สมดุลกับสภาพอากาศร่างกายจะต้านทานอากาศหนาวไม่ได้แล้วถ้าหนาวฉับพลันทันใดร่างกายทนทานไม่ได้ก็อาจถึงขึ้นเสียชีวิต เช่นตัวอย่างที่พบบ่อยๆ จากคนในชนบท


แพทย์แผนไทยมีตำราว่าด้วยการป้องกันภัยจากลมหนาวแนะนำให้ดูแลตัวเองให้ร่างกายอบอุ่น กินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ และหมั่นสังเกตความผิดปกติในร่างกายเช่น ผิวหนังภายนอกแห้งแตก หนังหลุดลอกเป็นชั้นๆ รู้สึกคันตามเนื้อตัว ภายในปากเหมือนปากแห้ง ริมฝีปากแตก มีอาการคัดจมูก แน่นหน้าอก เจ็บคอ มีเสมหะตอนเช้า บางทีก็ท้องเสีย เวียนหัวแต่ไม่มีไข้ อาการที่ดูเหมือนผิดปกติเพียงนิดหน่อยแต่เป็นสัญญาณที่ร่างกายส่งเตือนแล้วว่านี่คืออาการของไข้เปลี่ยนฤดูที่มากับลมหนาว




การดูแลร่างกายเมื่อรู้สึกว่าเกิดอาการต่างๆ ดังกล่าว ได้แก่ หาเครื่องนุ่งห่มที่อบอุ่นป้องกันไม่ให้กระทบความเย็นจนเกินไป เวลานอนต้องสวมเสื้อผ้าหนาขึ้น ห่มผ้า ถ้าผิงไฟป้องกันความหนาว ทำมากเกินไปก็ไม่ดี ต้องค่อยๆ ไล่ให้ความอุ่นเข้ามาอย่างช้าๆ เพราะถ้าหนาวแล้วมาร้อนทันที ร่างกายก็ปรับตัวไม่ทันเหมือนกัน ส่วนอาหารการกินช่วยช่วยให้อิ่มและแล้วยังสามารถเป็นยาได้ด้วย คนโบราณให้กินข้าวเหมือนเป็นยาป้องกันไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องกินยาจริง อาหารสู้ลมหนาวเป็นพืชผักสมุนไพรที่เกิดและเติบโตในฤดูกาลนั้น โดยฤดูหนาวในเมืองไทยอยู่ระหว่างเดือนตุลาคม - มกราคม ช่วงนี้คนจะเจ็บป่วยบ่อยจากธาตุน้ำกำเริบ อาการแรกคือผิวแห้ง คันตามผิวหนัง มึนศีรษะ มีน้ำมูลไหล รู้สึกขัดยอกเนื้อตัว ขยับร่างกายไม่สะดวก ท้องอืด ควรเลือกกินอาหารบำรุงธาตุน้ำที่มีรสขมร้อน รสร้อน รสเปรี้ยว เผ็ดเล็กน้อย และงดเว้นอาหารที่มันจัด เช่น แกงส้มดอกแค ต้มย้ำ ต้มโคล้ง มีรสเผ็ดผสมเปรี้ยว น้ำขิงน้ำมะนาวน้ำส้มเหยาะเกลือเล็กน้อย





คนจีนก็มีศาสตร์การกินป้องกันอากาศหนาวเย็น เขาหนาวกว่าเรามาก และก็มีอาหาร "หยาง" ที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายมากกว่าบ้านเรา มีสูตรแพะตุ๋นยาจีน หรือต้มแกง ข้ามต้ม โจ๊ก ที่ใส่ขิงและพริกไทยมากขึ้น ซึ่งในอาหารไทยหลายชนิดมีพริกไทยเป็นส่วนผสมอยู่แล้ว การปรุงแต่งรสให้เปรี้ยวและเผ็ดร้อนขึ้นเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของอาหารไทยที่รู้จักกินตามฤดูกาลเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย ส่วนผักนั้นเนื่องจากฤดูหนาวเป็นช่วงต่อเนื่องจากฤดูฝนหน้าหนาวบ้านเราจึงอุดมด้วยผักและเห็ดนานาชนิด และผักที่ควรเลือกกินตอนหนาวๆ นี้ได้แก่ ยอดส้มมะขาม ยอดมะม่วง กระเจี๊ยบแดง ดอกแคเห็ดชนิดต่างๆ ทำแกงส้ม แกงเลียง แกงป่า ในชาติตะวันตกบอกว่า ต้องกินไขมันมากขึ้นเพราะช่วยสู้อากาศหนาวเย็น แต่ตำรับแพทย์ไทยบอกว่าจะไปขัดกับสมุฎฐานโรคเสมหะ หมายถึงยิ่งกินมันมากจะยิ่งเพิ่มเสมหะให้กำเริบขึ้น





แพทย์แผนจีนบอกอีกว่า โรคหวัดที่เป็นจากร่างกายปรับตัวไม่ทันยังแบ่งเป็นหวัดร้อนกับหวัดเย็น อาการไม่เหมือนกัน หวัดเย็นมีอาการกลัวหนาว น้ำมูกใส สะบัดร้อนสะบัดหนาว แก้ได้ด้วยดื่มน้ำขิงอุ่นๆ หรือปรุงอาหารใส่ขิงพริกไทยและพริก ช่วยเพิ่มพลังหยาง กินข้าวต้มใส่พริกไทยเยอะๆ แกงจืดใส่พริกไทย สาหร่ายดำ ถ้าเป็นหวัดร้อนจะมีอาการเจ็บคอ มีไข้ต่ำๆ กินน้ำเก๊กฮวยกับใบหม่อนหรือชาฟ้าทะลายโจรโรคหวัดของแผนจีนมีทั้งหวัดร้อนหวัดเย็นหวัดชื้น หวัดเย็นมักมีอาการกลัวหนาว น้ำมูกใส สะบัดร้อน สะบัดหนาว ควรดื่มน้ำขิงอุ่นๆ หรือทำอาหารที่ประกอบด้วยขิงและพริกหรือพริกไทยเพื่อเสริมความอุ่นของร่างกายเป็นการเพิ่มพลังหยางให้รูขนเปิดเพื่อระบายพิษทางเหงื่อ


ถ้าคัดจมูกมากๆ ไม่ต้องไปใช้ยาหยอดจมูกราคาแพงๆ หรอก ใช้กระเทียมของเรานี่แหละ ล้างให้สะอาดตำให้แหลกเหยาะน้ำต้มสุกนิดหน่อย บีบเอาน้ำหยอดเข้าไปในจมูก ช่วยให้หายคัดจมูก แต่ถ้าเป็นหวัดร้อนโดยมีอาการเจ็บคอมีไข้ต่ำๆ ให้ต้มเก๊กฮวยกับใบหม่อนดื่มหรือกินฟ้าทลายโจร


อาหารที่มีขายทั่วไปตามท้องตลอด ที่ดูแล้วเกิดตามฤดูกาลกินได้ทั้งนั้น ไม่ต้องกินของแปลกหายาก ตำรับจีน และไทยมีอาหารแก้หนาว กินแล้วอบอุ่น หาได้ทั่วไปทั้งต้ม ผัดแกงตุ๋น กินให้ร้อนให้อุ่นท้อง เหงื่อออกสักหน่อย อาการเวียนหัวจะหายไป คือการปรับสมดุลด้วยอาหารนั่นเอง

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

วันเด็กแห่งชาติ


คำขวัญวันเด็กปี 2554

"รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ" คำขวัญวันเด็กในปีนี้จาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทย ซึ่งท่านนายกฯ ได้ให้คำตอบเกี่ยวกับแนวคิดของคำขวัญนี้ว่า

รอบคอบ - เนื่องมาจากปัจจุบัน มีทางเลือกที่จะรับข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อใหม่ต่าง ๆ มากมาย ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์เห็นว่า เยาวชนไทยต้องรู้รอบด้าน จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนอาจทำสิ่งที่เกิดปัญหาแก่ตนเองและสังคมได้ในอนาคต

รู้คิด - เมื่อเยาวชนไทยเรียนรู้รอบด้านแล้ว ต้องรู้จักคิดใช้ชีวิตอย่างมีสติไม่ประมาท ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ จึงอยากให้น้อง ๆ เด็ก ๆ รู้จักคิดให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นด้วย

จิตสาธารณะ - สังคมต้องพึ่งพิงกัน เห็นได้ในยามมีภัยคนไทยเราช่วยกัน การปลูกฝังจิตสำนึกเช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งในสังคม โดยต้องเริ่มที่เด็ก ๆ เยาวชนไทย


ประวัติความเป็นมาของวันเด็กแห่งชาติ

วันเด็กแห่งชาติ มีต้นกำเนิดมาจากการที่องค์การสหประชาชาติทั่วโลกเกิดความตื่นตัว และเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะให้ความสำคัญแก่เด็ก ๆ โดยในปี พ.ศ. 2498 นายวี เอ็ม กุล ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิการเด็กระหว่างประเทศ ได้เป็นผู้เสนอต่อกรมประชาสงเคราะห์ ให้มีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญ และความต้องการของเด็ก รวมถึงเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ

อย่างไรก็ตาม งานวันเด็กแห่งชาติครั้งแรกของประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2498 จากนั้นเป็นต้นมา ราชการได้กำหนดวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นวันเด็กแห่งชาติ โดยจัดต่อเนื่องกันมาจนถึงปี 2506 ที่ประชุมคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติในปีนั้น ได้มีความเห็นพ้องต้องกันว่า สมควรที่จะเสนอเปลี่ยนวันจัดงานวันเด็กแห่งชาติเสียใหม่ ด้วยเหตุผลว่า เดือนตุลาคมสำหรับประเทศไทย เป็นเดือนที่ยังอยู่ในฤดูฝน มีฝนตกมาก เด็ก ๆ ไม่สะดวกในการเดินทางมาร่วมงาน นอกจากนี้วันจันทร์เป็นวันปฏิบัติงานของผู้ปกครอง จึงไม่สามารถพาเด็กของตนไปร่วมงานได้

ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบ ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2507 ว่า ควรจะเปลี่ยนเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ที่มีความเหมาะสมและสะดวกมากกว่า ตามที่คณะกรรมการจัดงานวัดเด็กแห่งชาติเสนอมา ส่งผลให้ในปี 2507 ไม่มีงานวันเด็กแห่งชาติด้วยการประกาศเปลี่ยนได้เลยวันมาแล้ว งานวันเด็กแห่งชาติจึงเริ่มจัดขึ้นใหม่อีกครั้งในปี 2508 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

นักล่าเกลียวเชือกหอยสายพันธุ์ใหม่


นักชีววิทยาค้นพบ "หอยนักล่าเกลียวเชือก" วงศ์ใหม่ของโลกในประเทศไทย ชอบอยู่ในที่อับชื้น ล่าหอยด้วยกัน และไข่แมลงต่างๆเป็นอาหาร เผยเป็นหอยที่มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศ เพราะช่วยควบคุมประชากรแมลง พบมากในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย

นายสมศักดิ์ ปัญหา ภาคชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ค้นพบหอยนักล่าเกลียวเชือก กล่าวว่า หอยนักล่าเกลียวเชือกถือเป็นไฮไลต์ของงานนี้ เนื่องจากเป็นการค้นพบหอยวงศ์ใหม่ของโลก ซึ่งมีรูปร่างต่างจากหอยทั่วไป โดยมีเปลือกรูปทรงกระบอกเรียว มีสีขาวเวียนขวา ปลายยอดมนทู่ สูงประมาณ 4-5 มิลลิเมตร มี 8-9 ชั้น พบมากตามพื้นที่ที่ชื้น มีเศษซากใบไม้ทับถมเน่าเปื่อย โดยเฉพาะในแนวเขาหินปูน มักหลบซ่อนอยู่ใต้ซากใบไม้ในตอนกลางวันและออกหากินหลังฝนตก ขณะที่มีอากาศชื้นและตอนกลางคืน โดยจะล่าหอยชนิดอื่นที่มีขนาดเล็กและไข่แมลงต่างๆ เป็นอาหาร ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศในพื้นที่ ในด้านการควบคุมประชากรแมลงไม่ให้มีมากจนเกินไป ทั้งนี้ หอยในสกุลนี้ส่วนใหญ่พบในประเทศฟิลิปปินส์ ประมาณ 40 ชนิด ในประเทศอื่นๆแถบอินโดจีนพบ 5 ชนิด สำหรับหอยเกลียวเชือก นักล่าชนิดนี้พบเฉพาะในภาคตะวันออกของไทยในเขต อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี อ.เขาชะเมา จ.ระยอง และ อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

1 ธันวาคม วันเอดส์โลก



ในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2532 ถือว่าเป็นวันโลกต้านเอดส์ครั้งแรก มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์หลายรูปแบบพร้อมกันทั่วโลก

โดยตั้งความหวังไว้ว่า
1.จะพยายามหยุดยั้งโรคเอดส์
2.ให้ความเห็นใจ ห่วงใย ต่อผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์
3.ให้ทุก ๆ คนได้รู้เรื่องโรคเอดส์

โบว์แดงเป็นสัญลักษณ์นานาชาติเพื่อระลึกและตระหนักถึงโรคเอชไอวี/เอดส์ เครื่องหมายนี้มีความหมายถึง

ความห่วงใย และใส่ใจ
ประชากรเป็นจำนวนมากทั่วโลกสวมใส่สัญลักษณ์โบว์แดงเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาห่วงใยและใส่ใจในเรื่องโรคเอชไอวี/เอดส์ ซึ่งรวมถึงกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี, กลุ่มผู้เจ็บป่วยและเสียชีวิตจากเอชไอวี/เอดส์ และกลุ่มผู้ให้การดูแลรักษาผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้

ความหวัง
โบว์แดงเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง ซึ่งได้แก่ความหวังในการหาวัคซีนเพื่อรักษาโรคนี้ และเพื่อให้ผู้ติดเชื้อมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ความช่วยเหลือและสนับสนุน
โบว์แดงเป็นสัญลักษณ์แห่งการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์, สนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้ โบว์แดงยังแสดงถึงความพยายามอย่างเต็มที่ในการค้นหาวิธีรักษาและวัคซีน และให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ที่สูญเสียเพื่อน, สมาชิกครอบครัว หรือบุคคลที่รักไปจากโรคนี้